สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ
● สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (8 ก.ค.)หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และรายงานการประชุมเฟดสะท้อนท่าทีเข้มงวด ส่งผลให้บอนด์ยีลด์และดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
● ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 75 ดอลลาร์ หรือ 1.80% ปิดที่ 4,082.40 ดอลลาร์/ออนซ์
● ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวลดลง -28.0 เหรียญ หรือ -0.68% มาอยู่ที่ระดับ 4,077.0 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 4,072.0 เหรียญ
● ราคา Silver ปิดปรับตัวลดลง -1.66 เหรียญ หรือ -2.77% มาอยู่ที่ระดับ 58.3 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 58.07 เหรียญ
● กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันถือครองที่ 1,002.51 ตัน ภาพรวมเดือนกรกฎาคมขายออก 2.57 ตัน | ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ขายสุทธิ 69.50 ตัน
● Bank of America ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยปี 2026 ลง 14% เหลือ 4,360 เหรียญ โดยให้เหตุผลหลักจากท่าทีของเฟดที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งกดดันสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ อย่างไรก็ตาม BofA ยังมองว่าทองคำมีโอกาสกลับขึ้นไปแตะ 5,000 เหรียญ ได้ หากวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดสิ้นสุดลง สอดคล้องกับ JPMorgan ที่แม้ระยะสั้นมองว่าความเสี่ยงราคาทองคำเอนเอียงไปทางขาลง แต่ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะยาวถึงปี 2027
● หลังการเผยแพร่รายงานการประชุมเฟด ราคาทองคำตอบสนองต่อข่าวค่อนข้างจำกัด โดยยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบประมาณ 10 เหรียญ แม้รายงานดังกล่าวจะสะท้อนว่าเฟดยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และยังไม่ปิดโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในเชิงพื้นฐาน
ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง
● ดัชนีดอลลาร์ ปิดปรับตัวลดลง -0.09 จุด หรือ -0.09% มาอยู่ที่ระดับ 101.07 จุด ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 101.01 จุด
● อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.02 % มาอยู่ที่ระดับ 4.581% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น 0.02 % มาอยู่ที่ระดับ 4.212% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.37%
● รายงานการประชุมเฟดวันที่ 16-17 มิ.ย. อาจสะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการ FOMC หลังเจ้าหน้าที่บางส่วนเริ่มมองว่าเฟดอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ เพื่อรับมือเงินเฟ้อ
● รายงานประชุมระบุว่า สมาชิกเฟดหลายคนมองว่าอัตราดอกเบี้ยปลายปีอาจอยู่ในระดับปัจจุบันหรือต่ำกว่าเล็กน้อย แต่อีกหลายคนกลับเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมควรสูงกว่าระดับปัจจุบัน สะท้อนว่าเฟดยังไม่มีฉันทามติชัดเจนต่อทิศทางนโยบาย
● เฟดยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ทั้งจากราคาพลังงาน ผลกระทบภาษีนำเข้า และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ขณะที่บางส่วนของตลาดยังเชื่อว่าเงินเฟ้ออาจค่อย ๆ กลับลงสู่เป้าหมายได้ หากราคาน้ำมันอ่อนตัวและผลกระทบจากภาษีเริ่มลดลง
● อย่างไรก็ตาม อดีตประธานเฟดเซนต์หลุยส์ Jim Bullard เตือนว่า เฟดมักไม่ปรับดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว แต่โดยปกติจะเคลื่อนไหวเป็น “วัฏจักรดอกเบี้ย” หมายความว่า หากเริ่มขึ้นดอกเบี้ยแล้ว อาจมีโอกาสตามมามากกว่า 1 ครั้ง
ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ
● ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันพุธ (8 ก.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว และขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนบวก โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มชิป ซึ่งรวมถึงหุ้น Broadcom
● ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 52,348.39 จุด ลดลง 576.76 จุด หรือ -1.09%
● ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,482.71 จุด ลดลง 21.14 จุด หรือ -0.28%
● และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,870.65 จุด เพิ่มขึ้น 51.96 จุด หรือ +0.20%
● ด้าน IMF ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 ขยายตัวเพียง 3.0% ต่ำกว่าปี 2568 ที่ 3.5% และต่ำกว่าคาดการณ์เดิม โดยระบุว่าสงครามในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยกดดันหลัก แม้ได้รับแรงหนุนบางส่วนจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI
ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน
● สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 4% ในวันพุธ (8 ก.ค.)หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ที่จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่าสถานการณ์ตึงเครียดที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักลง
● สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น3.08 ดอลลาร์ หรือ 4.37% ปิดที่ 73.52 ดอลลาร์/บาร์เรล
● ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ BRENT ส่งมอบเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 3.86 ดอลลาร์ หรือ 5.2% ปิดที่ 78.02 ดอลลาร์/บาร์เรล
● รัสเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 หลังโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งถูกยูเครนโจมตี ส่งผลให้อุปทานเชื้อเพลิงภายในประเทศตึงตัวมากขึ้น มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่รัสเซียเคยสั่งห้ามส่งออกน้ำมันเบนซิน เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานและราคาภายในประเทศ
● ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซยังคงน่ากังวล หลังเรือ LNG ของกาตาร์ได้รับผลกระทบ สะท้อนว่าเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกยังไม่ปลอดภัย ทำให้ประเทศอ่าวเปอร์เซียเริ่มเร่งหาเส้นทางส่งออกน้ำมันและก๊าซทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในระยะยาว
ข่าวการเมือง
● รอยเตอร์รายงานว่า ความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่านกลับมาเพิ่มขึ้น หลังทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงคราม “จบลงแล้ว” จากเหตุอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวตอย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ทรัมป์ยังเปิดทางให้การเจรจาดำเนินต่อ ทำให้ยังไม่ชัดเจนว่าสถานการณ์ครั้งนี้เป็นจุดแตกหักของข้อตกลง หรือเป็นการเพิ่มแรงกดดันก่อนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
● สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีมีเป้าหมายเพื่อลดศักยภาพของอิหร่านในการคุกคามเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่าเกิดระเบิดในหลายเมือง
● นักวิเคราะห์มองว่า ทรัมป์มีทางเลือกจำกัด หากตอบโต้รุนแรงเกินไปอาจเสี่ยงกลับสู่สงครามเต็มรูปแบบ แต่หากอ่อนข้อเกินไปก็อาจทำให้อิหร่านใช้อำนาจต่อรองเหนือช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ขณะที่สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ หลังคะแนนนิยมลดลงเหลือ 34% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในสมัยที่สอง และเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน
● การประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกีปิดฉากลงด้วยท่าทีเป็นเอกภาพ โดยนาโตให้คำมั่นสนับสนุนความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน 7 หมื่นล้านยูโร ในปี 2026 แม้ยังมีประเด็นกดดันจากสเปน อิหร่าน และกรีนแลนด์ แต่แหล่งข่าวระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวในการประชุมลับ และยังต้องการให้สหรัฐฯ ยืนอยู่เคียงข้างนาโตต่อไป
● ทรัมป์สั่งให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระงับการค้าทั้งหมดกับสเปน โดยกล่าวหาว่าสเปนเป็น “พันธมิตรที่แย่มาก” ในนาโต หลังไม่ให้ความร่วมมือด้านการทหาร ความตึงเครียดมีที่มาจากการที่สเปนไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและน่านฟ้าในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท
● ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 33.49 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.52 บาทต่อดอลลาร์ โดยกรอบแนวรับอยู่ที่ 33.40 บาท แนวต้าน 33.70 บาทต่อดอลลาร์
✍ คอมเม้นต์ได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น (ช่องกรอกจะปรากฎเมื่อล็อกอินแล้ว)
✍ คอมเม้นต์จะปรากฎเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้ดูและระบบ (มีระบบแจ้งเตือนเพื่อให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบโดยเร็ว)
✍ กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยความสุภาพ

นักลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

สนับสนุนโดย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

}

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น โปรดอ่าน นโยบายคุกกี้ ของเรา หรือ จัดการคุกกี้ ตามต้องการ