
ข่าวเกี่ยวกับทองคำ
ราคาทองคำปิดบวกเป็น สัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน และขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือน โดยฟื้นจากจุดต่ำสุดของสัปดาห์บริเวณ 4,324 เหรียญ ขึ้นไปแตะ 4,632 เหรียญ ก่อนปิดสัปดาห์เหนือ 4,600 เหรียญ แรงหนุนหลักมาจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10–30 ปี เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้ง ช่วยกด Bond Yield ระยะยาวและดอลลาร์ให้อ่อนค่า ท่ามกลางความกังวลต่อหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์
ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวขึ้น 83.44 เหรียญ หรือ 1.85% มาอยู่ที่ระดับ 4,602.99 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 4,623.04 เหรียญ
สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 109.20 ดอลลาร์ หรือ 2.39% ปิดที่ 4,680.60 ดอลลาร์/ออนซ์
ราคา Silver ปิดปรับตัวขึ้น 0.88 เหรียญ หรือ 1.3% มาอยู่ที่ระดับ 68.94 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 68.92 เหรียญ
กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 8.28 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,047.21 ตัน ภาพรวมเดือนสิงหาคมซื้อเข้า 39.34 ตัน | ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ขายสุทธิ 24.80 ตัน
ผลสำรวจ Kitco News Gold Survey ล่าสุดพบว่า 73% ของนักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นต่อในสัปดาห์นี้ หลังราคาทะลุแนวต้านสำคัญได้อย่างชัดเจน ขณะที่ 27% มองว่าทองคำจะพักฐาน Sideways ขณะที่ไม่มีนักวิเคราะห์รายใดมองว่าราคาทองคำจะปรับตัวลดลง สะท้อนมุมมองของ Wall Street ที่ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อทิศทางทองคำอย่างมาก
นักวิเคราะห์จาก Bannockburn Global Fx ระบุว่า ทองคำกลับขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน และหากยืนเหนือ 4,600 เหรียญ ได้อย่างมั่นคง มีโอกาสทดสอบบริเวณ 4,680 เหรียญ อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมระยะสั้นเริ่มตึงตัว จึงต้องระวังการพักฐาน
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า แม้ผลของมาตรการซื้อคืนพันธบัตรต่อการกด Yield อาจอยู่ได้เพียงระยะสั้น แต่การที่กระทรวงการคลังต้องเข้าพยุงตลาดสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้าน หนี้และต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ ซึ่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำในระยะต่อไป
นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Commerzbank มองว่า การเพิ่มซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สะท้อนความกังวลต่อ หนี้และเงินเฟ้อระยะยาว และเป็นบวกต่อทองคำ โดย Gold ETF มีเงินไหลเข้า 18 ตันในวันเดียว สูงสุดนับตั้งแต่ ก.ย. 2025 ขณะที่ภาระดอกเบี้ยรัฐบาลสหรัฐฯ ปีนี้คาดแตะ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์
เรย์ ดาลิโอ ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates มองว่า การเพิ่มซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ท่ามกลาง Bond Yield ระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง เป็นสัญญาณเตือนวิกฤตหนี้ โดยสหรัฐฯ อาจเผชิญวิกฤตภายใน 1–5 ปี หากไม่เร่งแก้ปัญหา พร้อมเสนอให้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ภาษี และลดดอกเบี้ยอย่างสมดุล รวมถึงแนะนำลดการถือสินทรัพย์ประเภทหนี้ และจัดสรร ทองคำ 10–15% ของพอร์ต
สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ
Flash Manufacturing PMI ออกมาที่ 53.2 ต่ำกว่าคาดการณ์ 53.9 และต่ำกว่าครั้งก่อน 53.9
Flash Services PMI ออกมาที่ 56.8 สูงกว่าคาดการณ์ 54.0 และสูงกว่าครั้งก่อน 54.6
ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง
ดัชนีดอลลาร์ ปิดปรับตัวขึ้น 0.04 จุด หรือ 0.04% มาอยู่ที่ระดับ 98.84 จุด
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้น 0.01 % มาอยู่ที่ระดับ 5.25% ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.01 % มาอยู่ที่ระดับ 4.716% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น 0.04 % มาอยู่ที่ระดับ 4.225% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ 0.49%
ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (21 ส.ค.) แต่ดัชนีหลักทั้ง 3 ตัวยังคงปิดตลาดสัปดาห์นี้ในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลกับความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 53,277.01 จุด เพิ่มขึ้น 517.80 จุด หรือ +0.98%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,674.37 จุด เพิ่มขึ้น 33.21 จุด หรือ +0.43%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,180.46 จุด เพิ่มขึ้น 113.29 จุด หรือ +0.43%
สัปดาห์นี้ ตลาดจับตาข้อมูลสำคัญในวันพุธ ได้แก่ Core PCE, GDP ไตรมาส 2 ครั้งที่ 2 และ Durable Goods Orders ก่อนต่อด้วยไฮไลต์วันศุกร์ คือถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ประธาน Fed ที่การประชุม Jackson Hole ซึ่งอาจส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินก่อนการประชุม Fed เดือนกันยายน ขณะเดียวกัน ตลาดยังติดตามการปรับทบทวนตัวเลข Nonfarm Payrolls รายปี ซึ่งอาจเปลี่ยนมุมมองต่อความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
รายงานจาก Goldman Sachs ระบุว่า เศรษฐกิจจีนในช่วงต้นไตรมาส 3 ชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 4% ต่ำกว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปีของรัฐบาลที่ 4.5–5% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากอุปสงค์และการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ นักวิเคราะห์มองว่า รัฐบาลอาจออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังเพิ่มเติม เพื่อพยุงการเติบโตในช่วงปลายไตรมาส 3
ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ (21 ส.ค.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศที่ยังทำการค้ากับอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอาจตึงตัวมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 23 เซนต์ หรือ 0.26% ปิดที่ 87.06 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 61 เซนต์ หรือ 0.65% ปิดที่ 94.39 ดอลลาร์/บาร์เรล
ข่าวการเมือง
สหรัฐฯ เตรียมประกาศ มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ “Economic D-Day” เวลา 01.00 น. วันอังคารที่ 25 ส.ค. ตามเวลาไทย โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ จะเปิดเผยรายละเอียดของมาตรการที่มุ่ง สกัดการขายและขนส่งน้ำมัน ตัดช่องทางการเงิน และกดดันประเทศหรือบริษัทที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งอาจครอบคลุมประเทศคู่ค้ารายสำคัญ รวมถึง จีน
ด้านอิหร่านขู่ จำกัดการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และตอบโต้ประเทศที่ร่วมมาตรการกับสหรัฐฯ เพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันและเงินเฟ้อ ขณะที่ มาซูด เปเซชเกียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ระบุว่าอิหร่านไม่สามารถทำสงครามต่อไปได้ตลอด และควรกลับสู่การเจรจากับสหรัฐฯ สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันภายในผู้นำอิหร่าน
ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน เตรียมเยือนเตหะรานในวันจันทร์ เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเรื่อง ความร่วมมือทวิภาคีและความพยายามสร้างสันติภาพในภูมิภาค หลังปากีสถานมีบทบาทเป็น ตัวกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ในช่วงความขัดแย้ง
สหรัฐฯ–แคนาดาเข้าสู่ สงครามการค้า หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เก็บภาษีใหม่ 50% กับสินค้าบางประเภทจากแคนาดา ด้านแคนาดาจะตอบโต้ตั้งแต่ 8 ก.ย.โดยเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในมูลค่าใกล้เคียงกับที่ถูกเรียกเก็บ หรือที่เรียกว่า “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มสูงขึ้น
ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.66 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ โดยตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่ 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์
ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest
