สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 02 ตุลาคม 2569

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ
● ราคาทองคำเช้านี้อ่อนตัวลงมาแถว 4,150 เหรียญ และมีแนวโน้มปิดลบเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน โดยถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ดอลลาร์แข็งค่า และ US 10Y Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูงแถว 5.30% แม้ PCE จะออกมาต่ำกว่าคาดและทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักราว 75% ว่า Fed จะคงดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. ก็ตาม
● อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานยังสะท้อนว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แข็งแกร่ง ขณะที่ ISM แม้ออกมาต่ำกว่าคาดแต่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดมองว่า ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อไป ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 4% หลังจีนสั่งระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน รวมถึงทรัมป์เตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 เข้าตะวันออกกลาง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงและความกังวลด้านเงินเฟ้อและเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ
● ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวขึ้น 17.47 เหรียญ หรือ 0.42% มาอยู่ที่ระดับ 4,177 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่บริเวณ 4,145 เหรียญ
● สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 15.60 ดอลลาร์ หรือ 0.37% ปิดที่ 4,202.30 ดอลลาร์/ออนซ์
● ราคา Silver ปิดปรับตัวขึ้น 0.55 เหรียญ หรือ 0.91% มาอยู่ที่ระดับ 60.98 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 60.42 เหรียญ
● กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 0.86 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,056.55 ตัน ภาพรวมเดือนตุลาคมขายออก 0.85 ตัน | ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ขายสุทธิ 15.44 ตัน
● Currency Wars มองว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มใช้เงินเฟ้อช่วยลดภาระหนี้มากกว่าลดหนี้โดยตรง ขณะที่ดอกเบี้ยสูงยิ่งเพิ่มต้นทุนการคลัง จึงทำให้ทองคำยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันการลดค่าของเงิน โดยแรงซื้อจากธนาคารกลางช่วยพยุงราคา แม้ Fed อาจพักขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. แต่เขายังมองว่าเงินเฟ้อยังไม่จบ และแรงกดดันรอบใหม่อาจมาจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะดีเซลที่อุปทานยังตึงตัว
● Christopher Hodge จาก Natixis มองว่า แม้ Nonfarm Payrolls เดือน ก.ย. อาจออกมาแข็งแกร่ง แต่ยังไม่เพียงพอให้ Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยหลักที่ต้องจับตา โดย Natixis คาดว่า Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. เว้นแต่ CPI จะออกมาสูงกว่าคาดอย่างชัดเจน ขณะที่หากข้อมูลแรงงานอ่อนแอลง จะยิ่งสนับสนุนการชะลอขึ้นดอกเบี้ยต่อไป
สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ
● Unemployment Claims ออกมาที่ 197K ต่ำกว่าคาดการณ์ 201K และต่ำกว่าครั้งก่อน 198K
● ISM Manufacturing PMI ออกมาที่ 54.5 ต่ำกว่าคาดการณ์ 54.8 และต่ำกว่าครั้งก่อน 54.6
ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง
● ดัชนีดอลลาร์ ปิดปรับตัวขึ้น 0.57 จุด หรือ 0.56% มาอยู่ที่ระดับ 102.04 จุด ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 102.1 จุด
● อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ปรับตัวลดลง -0.01 % มาอยู่ที่ระดับ 5.632%อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง -0.04 % มาอยู่ที่ระดับ 5.26% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.09 % มาอยู่ที่ระดับ 4.806% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.45%
● ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดย US10Y Yield พุ่งแตะ 5.34% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ก่อนย่อลงมาบริเวณ 5.26% ช่วงท้ายตลาด หลังมีแรงซื้อกลับเข้ามาบางส่วน ขณะที่ Reuters ระบุว่าไตรมาส 3 ที่ผ่านมา Yield สหรัฐฯ ปรับขึ้นแรงที่สุดในรอบศตวรรษนี้
● ขณะที่ฝั่งยุโรปและญี่ปุ่น เผชิญแรงขายพันธบัตรต่อเนื่อง โดย France 10Y Yield ใกล้ 5% และ UK 30Y Yield ทะลุ 6% ทำระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่ญี่ปุ่นก็เห็น Yield ปรับขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนแรงกดดันจากเงินเฟ้อและความกังวลด้านการคลังทั่วโลก
● ปัจจัยหลักมาจาก เงินเฟ้อที่ยังสูง ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง และการลงทุน AI/Data Center ที่เพิ่มการแข่งขันแย่งเงินทุน ทำให้ตลาดเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยอาจต้องอยู่สูงนานกว่าคาด
● Reuters ระบุว่า หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มคาดว่า อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกหลายครั้งจนถึงกลางปี 2027 แม้ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดจะช่วยลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ลงบ้าง ขณะที่ฝั่ง ECB ก็ยังมีแนวโน้มเข้มงวด โดยเงินเฟ้อยุโรปออกมาสูงกว่าคาด ขณะที่ตลาดประเมินว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายในกลางปี 2027
● Trump ระบุว่า Kevin Warsh ควรโหวตคัดค้านการขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของ Fed แต่ย้ำว่าไม่ได้โทษ Warsh โดยตรง และยังคงให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา โดยTrump วิจารณ์คณะกรรมการ Fed ว่า “มีความเป็นการเมือง” และเป็นปฏิปักษ์ต่อเขา พร้อมชี้ว่า Warsh ต้องทำงานร่วมกับกรรมการจำนวนมากที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลก่อนหน้า
ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ
● ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) โดยตลาดฟื้นตัวหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ชะลอตัวลง หลังจากที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
● ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 50,926.56 จุด เพิ่มขึ้น 20.51 จุด หรือ +0.04%
● ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,666.45 จุด เพิ่มขึ้น 14.91 จุด หรือ +0.19%
● ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,871.60 จุด เพิ่มขึ้น 10.53 จุด หรือ +0.04%
ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน
● สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) หลังมีข่าวว่าจีนสั่งระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงทั่วโลกย่ำแย่ลงอีก นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังปรับตัวขึ้นหลังจากมีรายงานว่า สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารและเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มเติมไปยังตะวันออกกลาง
● สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.71% ปิดที่ 92.87 ดอลลาร์/บาร์เรล
● ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 4.28 ดอลลาร์ หรือ 4.37% ปิดที่ 102.31 ดอลลาร์/บาร์เรล
● ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากความกังวลด้านอุปทาน หลังจีนระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันในเดือน ต.ค. เพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศ ขณะที่รัสเซียขยายมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลถึงสิ้นเดือน ต.ค. และ Vladimir Putin ระบุว่าจะยังไม่กลับมาส่งออกจนกว่ามาตรการคว่ำบาตรจะถูกยกเลิก ส่งผลให้ตลาดน้ำมันดีเซลและผลิตภัณฑ์กลั่นยังตึงตัว แม้อุปทานน้ำมันดิบจะทยอยฟื้นตัว
ข่าวการเมือง
● ความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่านเพิ่มขึ้น หลัง Trump ระบุว่า หากสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่น่าพอใจได้ สหรัฐฯ อาจกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอม พร้อมกล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่าจะสามารถเกิด “สันติภาพ” กับอิหร่านได้อย่างถาวร อีกทั้งย้ำว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
● ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันทั้งด้านคว่ำบาตรและการทหาร โดยมีรายงานว่าเตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 และกำลังทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นายไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้กำลังทางเรือและนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในภูมิภาครวมมากกว่า 20,000 นายภายในปลายเดือน ต.ค. พร้อมย้ำว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์
● ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านพลังงานยังอยู่ในระดับสูง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุไม่ทราบชนิดโจมตีขณะผ่านช่องแคบ Hormuz จนเกิดเพลิงไหม้ แม้ลูกเรือปลอดภัยและยังไม่มีฝ่ายใดอ้างความรับผิดชอบ ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบยังได้รับผลกระทบจากสงคราม
● นอกจากนี้ ความขัดแย้งในเยเมนกลับมารุนแรงขึ้น และซาอุดีอาระเบียรายงานว่าสกัดขีปนาวุธและโดรนหลายลำ สะท้อนว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และตลาดยังต้องจับตาความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งจะยกระดับขึ้นอีก
ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท
● นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.66 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.55-33.85 บาทต่อดอลลาร์
ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest
✍ คอมเม้นต์ได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น (ช่องกรอกจะปรากฎเมื่อล็อกอินแล้ว)
✍ คอมเม้นต์จะปรากฎเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้ดูและระบบ (มีระบบแจ้งเตือนเพื่อให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบโดยเร็ว)
✍ กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยความสุภาพ

นักลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

สนับสนุนโดย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในส่วนของข้อมูลประชาสัมพันธ์ DW13 นี้เท่านั้น

}

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น โปรดอ่าน นโยบายคุกกี้ ของเรา หรือ จัดการคุกกี้ ตามต้องการ